|
วัดป่าเลไลยก์เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสุพรรบุรีมาเป็นเวลาช้านาน
ในวรรณคดีเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน ซึ่งมีท้องเรื่องเกี่ยวกับเมืองสุพรรณบุรีก็มีปรากฏว่าขุนแผนได้เคยมาบวชเรียน
ยังวัดป่าแห่งนี้กับสมภารที่เก่งกล้าทางอาคมชื่อสมภารมี หลงพ่อวัดป่าเลไลยก์เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวบ้าน
เมืองสุพรรณบุรีและหัวเมืองใกล้เคียง ในเทศกาลงานบุญต่างๆ ชาวบ้านจะพากันมาทำบุญเลี้ยงพระ
ขนทรายเข้าวัดและนมัสการหลวงพ่อ ดังมีพรรณาใน ขุนช้างขุนแผน
ว่า
ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า
จะทำบุญให้ทานการศรัทธา ต่างมาที่วัดป่าเลไลยก์
หญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัด ขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่
ก่อพระเจดีย์ทรายเรี่ยรายไป จะเลี้ยงพระกะไว้พรุ่งนี้
หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรีมาเนิ่นนาน
โดยพุทธลักษณะแล้วหลวงพ่อโตเป็นศิลปะสมัยอู่ทอง แม้ไม่มีหลักฐานการสร้างที่ชัดเจน
แต่ก็สันนิษฐานได้ว่าจะต้องสร้างขึ้นก่อนปี ๑๗๐๖ เพราะมีระบุอยู่ในพงศาวดารเหนือว่าในปีนั้น
พระเจ้ากาแต่กษัตริย์อู่ทองเชื่อสายพม่ามอบหมายให้"้ มอญน้อย"
มาทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดและพระพุทธรูปใหญ่ในวัดป่าเลไลยก์นี้
การบูรณะปฏิสังขรณ์ที่ทำมาแต่ละยุคสมัย นอกจากจะทำให้หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะศิลปะหลายยุคอาทิ
อู่ทอง สุโขทัย และอยุธยาผสมปนเปกันแล้ว ยังมีผลสำคัญ ประการหนึ่งคือการเปลี่ยนปางของพระพุทธรูป
ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิฐานว่าเดิมหลวงพ่อโตน่าจะพระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนา
เมื่อแต่ชำรุดผู้บูรณะอาจทำผิดไปเป็นปางป่าเลไลยก์หรือปางลิไลยก์
ซึ่งสองปางนี้ผิดกันตรงลักษณะพระหัตถ์ขวาเท่านั้น โดยพิจารณาจากพระหัตถ์ที่ซ่อมแวมภายหลังว่าไม่ได้ส่วนกับพระกรเดิม
อย่างไรก็ตามหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ก็ยังคงเป็นที่กราบไห้วบูชาของชาวสุพรรณ
และเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งใครผ่านไปมายังจังหวัดสุพรรณบุรีก็มักจะต้องเข้าไปสักการะเสมอ
ส่วนงานเทศกาลปิดทองหลวงพ่อโตนั้น
ทางวัดได้จัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ได้แก่ วันขึ้น ๖ ค่ำ ถึงวันขึ้น
๘ ค่ำ เดือน ๕ และวันขึ้น ๖ ค่ำ ถึงวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒
|