พระเจ้าศรีธรรมโศกราช
พระเจ้าศรีธรรมโศกราช รุ่นบันดาลโชคลานสะกา
จากตำนานพระเจ้าศรีธรรมโศกราชของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ว่าประมาณ พ.ศ. 1700 1800 เมืองนครศรีธรรมราชมีกษัตริย์ 3 พี่น้อง พระเชษฐาที่ครองราชย์ทรงพระนามว่า พระศรีธรรมโศกราช องค์รองชื่อ จันทรภาณุ ซึ่งเป็นพระนามฐานันดรตำแหน่งอุปราช องค์สุดท้ายทรงพระนามว่า พงษาสุระ (ทุกพระองค์เมื่อขึ้นครองราชย์จะใช้พระนาม พระศรีธรรมโศกราช) ในช่วงกษัตริย์สามพี่น้องขึ้นครองราชย์ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งทางอาณาจักร และศาสนจักรโดยได้ครอบครองเมืองต่างๆ ตลอดแหลมาลายู ซึ่งเรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร และใช้รูปดอกบัวเป็นตราประจำเมือง
นอกจากนี้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชยังได้บูรณะเสริมสร้างพระธาตุ ซึ่งเดิมแบบ ศรีวิชัย ให้เป็นไปตามแบบลังกา โดยก่อสถูปแบบลังกาครอบเจดีย์เดิม เมื่อสิ้นสมัยกษัตริย์สามพี่น้อง เมืองนครศรีธรรมราชและเมืองต่างๆ ในคาบสมุทรแหลมสุวรรณภูมิก็รวมตัวขึ้น มีพระราชาเป็นผู้ครอบครองประเทศ ต่อมาในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ครองกรุงสุโขทัยประมาณ พ.ศ. 1815 1865 ได้มีการบูรณะและสร้างระเบียงรอบองค์พระบรมธาตุ การทำกำแพงรอบทั้ง 4 ด้าน การสร้างวิหารติดกับเจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งเรียกว่าวิหารสามจอม และในเวลาต่อมาได้มีการสร้างพระพุทธรูปแทนองค์พระเจ้าศรีธรรมโศกราชเพื่อประดิษฐานไว้ในวิหารสามจอม และมักเรียกวิหารหลังนี้ว่า วิหารพระศรีธรรมโศกราช
ในสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้เกิดไข้ห่าระบาดหนักหลายๆ ครั้ง พระองค์ต้องอพยพข้าราชบริพาร และผู้คนจำนวนหนึ่ง เพื่อหนี้ไข้ห่า ตามหลักฐานปรากฏว่าได้เสด็จที่ลานสะกา และสถานที่ประทับคือ วังโบราณแห่งนี้ โดยพระองค์ได้คิดหาวิธีการกำจัดไข้ห่า โดยเอาปรอทมาหุงขัดยาทำเป็นหัวนอโมหว่านไปทั่วเมืองเพื่อป้องกันไข้ห่า จนสุดท้ายไข้ห่าหมดไปหรือน้อยมากพระองค์จึงเสด็จกลับประทับที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นการถาวร สถานที่ตรงนี้จึงก่อตั้งขึ้นเป็นก็คือวัดน้ำรอบแห่งแรกพระพุทธคำเพียรเป็นเจ้าอาวาส รูปแรกต่อมาพระรอด ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปสุดท้ายได้ ย้ายวัดมาสร้างในสถานที่แห่งใหม่ ชื่อวัดโคกพูน เพราะสถานที่เดิมมีพื้นที่น้อยประกอบกับมีน้ำล้อมรอบ ไม่สามารถขยับขยายได้ สถานที่ตรงนี้จึงเป็น วัดร้าง
ดังนั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2510 ท่านพระครูขาบ ฐิตสํวโร เจ้าอาวาสวัดน้ำรอบ (แห่งที่ 2 ) ได้ร่วมกับคณะพุทธบริษัทของวัดได้บูรณะขึ้นมาใหม่พร้อมด้วย นายแนบ ขุนทรานนท์ได้นำพระพุทธรูปปูนปั้นจำลองของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช มาประดิษฐานไว้เมื่อ พ.ศ. 2514 ซึ่งพล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้เล่าให้ผู้ใกล้ชิดฟังว่าได้มีผู้มีอันจะกิน และผู้มีจิตศรัทธาจากในตังเมืองนครศรีธรรมราชเป็นผู้สร้างถวายตามที่หม่อมเจ้าวิภาวดีรังสิตได้แนะนำโดยได้จำลองแบบมาจากพระพุทธรูปพระเจ้าศรีธรรมโศกราชในวิหารสามจอม ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อต้องการให้บริเวณแห่งนี้เป็นอนุสรณ์เตือนใจสำหรับคนรุ่นต่อไปว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประทับ ของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช
ปี พ.ศ. 2518 สถานที่นี้ได้ประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ พระพุทธรูปพระเจ้าศรีธรรมโศกราชก็สูญหายไปกับอุทกภัยครั้งนั้นหลังจากนี้เป็นต้นมาชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงได้พูดและกล่าวขานกันว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราชมาเข้าฝันแจ้งแก่ชาวบ้านว่าพระองค์จมอยู่ใต้น้ำนานแล้วขอให้ช่วยขุดค้นหาขึ้นมา ชาวบ้านที่เชื่อความฝัน ก็เริ่มใช้เสียม ใช้จอบขุด และหาวิธีต่างๆ ตามแต่ภูมิปัญญาของชาวบ้านจะหาได้แต่ก็ยังขุดค้นหาพบไม่
จนกระทั่ง วันที่ 14 มกราคม 2546 พระครูนิวิฐธรรมรักษ์ นาย ศรีสุรางค์ นายชุม ศรีแฉล้มและนายเลิศชัย ศรีแฉล้ม ได้นัดประราษฎรหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 6 ตำบลลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อปรึกษาหารือการขุดค้น ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ขุดค้นหา พระพุทธรูปพระเจ้าศรีธรรมโศกราช โดยในระยะแรก นายเลิศชัย ศรีแฉล้มได้ใช้งบประมาณส่วนตัวเป็นค่าจ้างรถแบคโฮ มาดำเนินการขุด ก่อนการขุดได้เชิญพราหมณ์แจ้ง พรหมชาติ และคุณฉันท์ทิพย์พันธรักษ์ราชเดช ทำพิธีบวงสรวงพระเจ้าศรีธรรมโศกราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอความสะดวกในการขุดค้นหา ในระหว่างที่ขุดค้นหาได้เกิดปรากฏการณ์ชี้นำหลายประการ นอกเหนือความคาดหมายต่อผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งได้พบชิ้นส่วนของพระพุทธรูปในตอนเย็นของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่งและมีผู้คนได้แห่กันมาชื่นชม แสดงความยินดีต่อผู้ปฏิบัติงานกันอย่างเนืองแน่น ทั่วทั้งบริเวณ
ในที่ประชุมครั้งต่อมาหัวหน้าคณะสงฆ์อำเภอลานสกา หัวหน้าหน่วยราชการ ครูอาจารย์ ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธาได้ลงมติให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นมาใหม่ โดยมีหน้าตักกว้าง 30 นิ้ว สูง2.5 เมตร และจะจัดสร้างอาคาร เพื่อเป็นที่ประดิษฐานให้สมพระเกียรติ ณ สถานที่ฟื้นฟู และบูรณะวังโบราณลานสะกา หมู่ที่ 6 ตำบลลานสกา อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช
วันที่ 1 กรกฏาคม 2546 เวลา 11.00 น. ได้ขุดค้นพบแท่นศิลา ที่ประทับขนาดใหญ่ของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช (การขุดค้นพบแท่นศิลาที่ประทับนี้มาจากการเข้าฝ้น) พร้อมกันน่านพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้มีเมตตาเข้ามาช่วยเหลือ รับเป็นประธานจัดสร้างพรพุทธรูปบูชาและวัถตุมงคล โดยได้มอบแผ่นยันต์ลงอักขระ และมวลสารจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งที่ท่านได้สะสมไว้ตลอดชีวิตของท่านไห้กับชาวลานสกา ในอดีตท่าน พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้เข้ามาทำพิธีกรรมต่างๆ ในบริเวณสถานที่แห่งนี้เป็นประจำ จนมีความผูกพันเรื่อยมา
วันที่ 7 สิงหาคม 2546 ชาวลานสกา และผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกัน จัดงานสมโภชทองนำฤกษ์ที่วิหารหลวงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนครศรีธรรมราช และจัดขบวนแห่สู่วังโบราณลานสะกา เพื่อทำพิธีเจริญพระถทธมนต์
วันที่ 8 สิงหาคม 2546 ได้ทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณพระเจ้าศรีธรรมโศกราชหลวงปู่ขาบ ฐิตสํวโร และทำพิธีเททองหล่อโดยมีพระครูเรวัตศิลคุณ (หลวงปู่สังข์) วัดดอนตรอ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยพระเกจิอาจารย์นั่งปรกแผ่เมตตา
คณะกรรมการจัดสร้างได้ดำเนินการภายใต้คำแนะนำของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชอย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอนตั้งแต่การทำพิธีวงสรวงขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และครูบาอาจารย์การทำพิธีเททองที่วังโบราณลานสะกาอย่างยิ่งใหญ่ การช่วยกันหามวลสาร , วานยาที่สำคัญ , ผงภาชนะที่คนโบราณใช้สอยที่ขุดได้ในบริเวณวังโบราณลานสะกา นำมาประกอบเป็นมวลสาร เพื่อผสมทำวัตถุมงคลโดยมีขั้นตอนที่สำคัญ คือ การตำผงมวลสารมีพระสงฆ์ 9 รูป สวดพระพุทธมนต์ การเจิมแม่พิมพ์การวางผง และการกดพิมพ์ ด้วยเหตุนี้การจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ จึงต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน อันเนื่องมาจากการสรรหามวลสารที่ดีที่สุด การหาฤกษ์ยามที่ดีที่สุด การกำหนดสถานที่เพื่อประกอบพิธีโดยที่คณะกรรมการจัดสร้าง ลาวลานสกา มีความตระหนักเพื่อปรารถนาที่จะให้ท่านผู้มีจิตศรัทธาและบริจาคทรัพย์ ได้รับวัตถุมงคลที่มีคุณค่าได้เป็นที่ระลึกเพื่อเคารพบูชาที่มากด้วยพุทธคุณ และความหมายความเป็นมาทางประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ
ในการจัดสร้างวัตถุมงคลครั้งนี้ เกิดจากจิตใจของชาวลานสกาที่มีความบริสุทธิ์ มีความผูกพันความศรัทธา ความกตัญญูต่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราช จึงได้จัดสร้างเป็นพระพุทธรูปบูชา พระผงพระเหรียญ และตั้งขื่อวัตถุมงคลรุ่นนี้ว่า รุ่นบันดาลโชค พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ลานสะกา เนื่องจากการที่มี ผู้เกี่ยวข้องได้ประสบโชคลาภ และความสำเร็จปรากฏ ให้เห็นนับครั้งไม่ถ้วน โดยกำหนดรูปแบบความหมายดังนี้
ด้านหน้า
1.ตรงกลางเป็นพระพุทธรูปแทนพระองค์ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช
2.รัศมีรอบในเป็นกลีบบัวเล็บช้าง เป็นสัญลักษณ์ของต้นราชวงค์ปทุมคนรุ่นหลังเรียกดอกจันทร์
3.รัศมีรอบนอก เป็นดอกบัวตูม บัวบานไขว้ เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงการจัดการปกครอง เมืองขึ้นต่างๆ ว่ามีความสามัคคีกลมเกลียวส่วนเกสรของบัวบานเป็นรูปของหัวนอโมขึ้นครั้งแรก เพื่อเป็นเครื่องรางกันไข้ห่า
4.อักขระ4ตัว จะ ภะ กะ สะ เป็นธาตุประจำมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
5.ระหว่างดอกบัวตูมบัวบาน มีอักขระพระเจ้า16ตัว เป็นพระเวทคาถาของพระเจ้า16พระองค์ ย่อเป็น16ตัว เพื่อป้องกันภัยพิบัติ
ด้านหลัง
1.ตรงกลางเป็นรูปราหูอมจันทร์ รูปดังกล่าวครั้งหนึ่งเคยเป็นตราสัญลักษณ์ของกรุงศรีวิชัย แสดงถึงอำนาจ เมตตามหานิยม และความช่วยเหลือ
2.รอบราหู เป็นตรา12 นักษัตร(เป็นชื่อบรมครูบรรพบุรุษไทยเป็น ลูกชายของขุนหญิงกวักทองมา) อันเป็นตราประจำเมืองต่างๆที่ขึ้นกับกรุงศรีวิชัย
3.กลีบบัว16กลีบ เป็นตราประจำราชวงศ์ปทุมและมีอักขระหัวใจพญาเต่าเรือนล้อมรอบ เพื่อป้องกันภัยต่างๆแก่ผู้ใช้
Author: yoat , Posted: 2007-08-02 21:11